แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

Vietnam ALL Seasons : ตอนที่ 4 Revolution Musuem

อย่างที่เขา(อีกแล้ว)ว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง หลังท้องอิ่มเราก็ออกเดินทางกันต่อ เรากางแผนที่ที่ได้มาจากเว็ป Pantip ออกมาเทียบกับถนนดูเส้นทาง ตอนนี้เราอยู่กันที่เลข 1 สีแดง เราจะออกเดิน(ตาม)ทางผ่าน ตลาดเบียนถาน ขึ้นบนไปสถานที่แรกคือ Revorution Museum ตัว G ในแผนที่


รูปหมู่ ณ ตลาดเบียนถาน
ระหว่างเดินไปเราโครตจะมั่นใจยิ่งขึ้นว่าที่เวียดนามเดินทางด้วย มอเตอร์ไซต์ เป็นหลัก ท้องถนนก็จะเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซต์หลากหลายรุ่น ตั้งแต่ มอเตอร์ไซต์รุ่นใหม่จนกระทั่ง มอเตอร์ไซต์ที่น่าจะเหลือแต่เครื่องให้วิ่งได้ แต่ที่เห็นบ่อยๆคือหนุ่มๆกับมอเตอร์ไซต์รุ่นปู่ มันอาจเป็นมรดกประจำตระกูลตกทอดต่อกันมาก็ได้ ซึ่งสิ่งที่ดีมากของเจ้ามอเตอร์ไซต์เวียดนามก็คือ มันไม่ส่งเสียง แว๊นซ์ แว๊นซ์ แว๊นซ์ รำคาญหูเหมือนเมืองไทย หรือ บึ้ม ปึ้ม ปัง เสียงอะไรก็ตามที่เกิดจากการระเบิดของท่อรถมอเตอร์ไซต์ที่บ้านเราชอบทำกัน ถ้ามีละกันการจราจลเกิดแน่นอน

ตอนนี้เราเดินมากันใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว อ้วนถูกพี่คนขายมะพร้าวคุยด้วยชักชวนด้วยภาษามือ ภาษากายเท่าที่จะพอรู้เรื่อง คือเขาจะให้อ้วนไปลองแบกของที่เขาแบกดู คงคิดว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศที่ไม่เคยเห็นของแบบนี้ แต่เสียใจประเทศไอมี แถมมีเยอะด้วย คุณลุงส่งไม้ผลัดให้อ้วน รอให้เบลล์กดถ่ายรูปก่อนกวักมือเรียกผมเข้าไปแบกต่อ ถ่ายรูปเสร็จ ผมส่งไม้คืนให้ลุง
อ้วนกับท่าสวยๆ ก่อนปิดการขาย

"ได้เวลาปิดการขาย" เสียงอ๊อฟพูดลอยๆออกมา และมันเเป็นจริง ลุงรีบนั่งลงทำท่าจะเฉาะมะพร้าว แต่ก่อนที่ลุงจะเงยหน้าขึ้นมา แก๊งคนไทยไหวตัวทันเดินข้ามถนนไปแล้ว (ไม่คิดเลยว่าวันแรกเราก็จะเจอ CEM (Customer Experience Marketing) ของแท้

หลังจากผ่านเหตุการณ์จากลุงมะพร้าวเราเดินตรงมาอีกหน่อย หันหน้าไปทางขวาก็เจอเข้ากับ Revolution Musuem ซึ่งที่นี่มีค่าเข้าคนละ 15,000 ดอง


Revolution Museum ตามคำโปรย ที่นี่เป็นสถานที่บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของเวียดนาม ตั้งแต่มีมนุษย์อาศัยอยู่ สร้างสังคม จนถึงการเปลี่ยนระบบการปกครอง เหตุการณ์สำคัญในยุคสมัยหนึ่งของเวียดนาม และอีกอย่างคือที่นี่เป็นสถานที่ที่นิยมมากของคู่รักโฮจิมินห์ครับที่จะมาถ่ายรูปก่อนแต่งงาน หรือ Pre-wedding กัน ถ้าโชคดีวันนี้เราคงได้เจอ


เราเดินเข้าสู่พิพิธภัณฑ์อย่างไร้ระเบียบ และไม่ลืมถ่าย ปืนใหญ่ เครื่องบิน เกวียน ที่ประดับตกแต่งอยู่ด้านนอกก่อนเข้าไป ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา เราแยกกันเป็น 2 กลุ่มเดินดูห้องที่ถูกตกแต่งบอกเรื่องราวต่างๆ ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้บอกเล่าเรื่องราวหลายอย่างแบ่งเป็นห้องๆไป ซึ่งเป็นไปตามคำเปรยและชื่อของมัน เป็นการบอกเล่าถึงการพัฒนา การวิวัฒนาการทางสังคมของชาวโฮจิมินห์ มีตั้งแต่ห้องเปญวน ของใช้สมัยก่อน จนถึงห้องของสิ่งของมงคล ซึ่งห้องที่พวกเราไปใช้เวลากันอยู่นานที่สุดก็คือห้องของมงคลครับ ไม่ใช่ว่างมงาย แต่เพราะห้องนี้ไม่มีศัพท์ไม่มีบรรยาย เราใส่จินตนาการกับสิ่งของได้เต็มที่และคนที่ดูสนุกที่สุดก็คือ อ้วน อ้วนพาเดินดูของชิ้นนู้นทีชิ้นนี้ที อ้วนไม่ได้เก่งด้านประวัติศาสตร์หรือของมงคล แต่จินตนาการของอ้วนสนุกครับ โดยพวกของมงคลส่วนใหญ่ที่นี่จะอิงไปทางแนวจีนซะมาก การไหว้อาวุธ เทพเจ้าต่างๆที่จะเป็นเทพเจ้าทางจีนส่วนใหญ่

ในตอนนั้นผมสงสัยอยู่สิ่งหนึ่งคือประตูซุ้มค้างคาว ค้างคาวเป็นสัตว์มงคลด้านไหนน่าคิดนะครับ ว่าจะเอาสัตว์ร้ายมากันสัตว์ร้าย ค้างคาวก็ยังดูไม่น่ากลัวไม่ร้ายกาจมาก ผมเก็บข้อสงสัยอันนี้ไว้ในใจจนกลับมาถึงไทย จนรู้ว่าจริงๆ ประตูซุ้มค้างคาวอันนี้มันคือ ฮก ลก ซิ่ว ครับ

ฮก ลก ซิ่ว นี่มีหลายแบบครับ แต่นิยมสุดเห็นจะเป็นรูปมนุษย์ โดยในกรณีของสัตว์
ค้างคาว คือ ฮก บุญวาสนา อำนาจ และเกรียติยศ
กวางดาว คือ ลก โชคลาภความมั่นคั่ง
นกกระเรียน คือ ซิ่ว หมายถึงอายุยืน

ในตอนที่เราจะกลับกันเกิดเหตุบางประการเราต้องยืนรออยู่ชั้น 2 หลายนาทีเลยครับ รอข้างล่างเซ็ตไฟ เขามาถ่ายรูปคู่แต่งงานกันครับ ตรงเชิงบันได ดูท่า ค้างคาวจะอวยพรให้เราแล้วครับ




วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Vietnam ALL Seasons : ตอนที่ 3 Vietsea & Kim Cafe

รถสาย 152 ยังวิ่งต่อไป คนไทยยังเสียงดังต่อไป
สองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนผ่าน แต่สิ่งที่ไม่เคยหายจากวิวข้างหน้าต่างของรถคือ ภาพคนขี้มอเตอร์ไซต์ ที่นี่มอเตอร์ไซต์เยอะมากกกกกกกกกก เป็นการคมนาคมหลักของที่นี่ก็ว่าได้ ทุกคนเหมือนผ่านการอบรมท่วงท่าในการขับขี่มาอย่างดี หลังตรง สวมหมวก ตาจ้องไฟท้ายคันหน้า จริงจังแต่น่ารัก 

รถเริ่มเข้าตัวเมืองมากขึ้นเริ่ือยๆ (ผมไม่รู้หรอกที่ไหนตัวเมือง แต่ที่เราอยู่มันกลางเมืองวิ่งมาเรื่อยๆก็ต้องเข้าใกล้เรื่อยๆแหละ) ผ่านวงเวียน 1 2 รถเมล์มาจอดที่บริเวณด้านข้างของวนเวียนที่ 2 พี่คนขับหันมาบอกประมาณ Sit Sit Stop Stop ให้พวกเรานั่งอยุ๋ก่อนยังไม่ถึง บริเวณนี้ถ้าเป็นเมืองไทยมันก็คงเป็น อนุสาวรีย์ ที่เป็นศูนย์รวมรถประจำทาง เพราะตอนนี้ด้านหน้าด้านหลังก็มีแต่รถประจำทางจอดเต็มไปหมด แต่ที่นี่จะเป็นอนุสาวรีย์ชัยฯ ย่อส่วนเหลือ 1 ด้าน จาก 4 ด้าน ใช้การหมุนเวียนรถดีๆก็พอ 

รถจอดอยู่กับที่ไม่นานก็ขับต่อ ตอนแรกที่เรานั่งมาสวนสาธารณะอยูทางขวามือ ตอนนี้ก็อยู่ทางขวามือแต่อยู่อีกฝั่งของสวน ที่โฮจิมินห์ ต้นไม้สวนค่อนข้างเยอะและใหญ่กว่ากรุงเทพฯของเรามาก ตอนนั่งรถผ่านก็มีถนนเส้นหนึ่งเราเรียกมันว่า ถนนต้นไม้สูง เพราะมันสูงจริงๆสูงกว่าตึก 5-6 ชั้นซะอีก วันไหนว่างๆจะไปเดินเล่นกัน ผ่านไปไม่นานรถก็จอด คุณลุงไล่ให้ลงบอก ฟามงูหลาม ฟามงูหลาม 

พวกเราลงจากรถเทียบกันแผนที่ เราอยู่ห่างจาก ฟามงูเหลานิดหน่อยเดินเข้าซอยตามลุงบอกไปก็จะเจอ และหยุดกลาง 3 แยกมีตรงขึ้นไปกับเลี้ยวซ้าย 
"ข้างหน้าเนี่ยฟามงูเหลา" เรายืนอยู่บริเวณ 3 แยก ข้างหน้าซอยฟามงูเหลาบรรยากาศเหมือนถนนข้าวสารบ้านเรา
"ไปซื้อทัวร์ Vietsea กับ Sim3G ก่อนเนอะแล้วไปกินข้าวกัน" ผมพูดข้อเสนอที่ตกลงกันไว้ทีแรก ทุกคน OK ตามนี้นะ
"แล้วไปทางไหนต่อวะ Vietsea" ใครศักคนถามขึ้น ผมเปิดข้อมูลหา พลิกกลับไปกลับมา
"เอ่อ? มันไม่บอกวะ" 
ซอกเล็กที่ลุงแนะนำ

"เอ่อ ลองถามคนแถวนี้ดูไหม" ใครซักคนในกลุ่มเราเสนอ และทุกคนเห็นพร้อม แต่ชาวเวียดนามคนไหนละจะเป็นเหยื่อของเรา หันซ้ายหันขวา
'นั่นไง ลุงที่นั่งหน้าตาละห้อยอยู่' อ๊อฟเข้าไปคนแรก พร้อมเปิดรูปร้านที่เราจะไป(ต้องขอบคุณเปิ้ลที่ทำข้อมูลมาพร้อมรูปสี) 
"Where?" สั่นๆแล้วชี้ เข้าใจชัวร์
คุณลุงมองภาพอยู่ครู่หนึ่ง นึกอีกครู่หนึ่ง แล้วชี้ ชี้ไปทางซอก ซอกเล็กๆพอให้คนเดินสวนกันได้ 2 ข้างทางเป็นบ้านคนแบบ บรรยากาศน่ากลัวๆ เราใช้เวลาปรึกษากันครู่หนึ่งก่อนเดินเข้าไป ไม่ใช่เพราะลุง แต่เพราะเราเห็นฝรั่งตัวโตพร้อมเป้เดินเข้าซอกนั้นไป เราเลยเดินตามกะว่าฝรั่งพาไปถูกที่แน่นอน
หลุดออกซอย(ที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด) มาโผล่เจอถนนใหญ่เลี้ยวซ้ายกับเลี้ยวขวา เราถามทางอีกครั้งคนบอกทางบอกให้เลี้ยวขวาตรงไปเรื่อยๆ (เขาไม่ได้พูดอย่างนั้นหรอกเขาชี้ๆโบกมือๆเราแปลกันเอง) เราก็เดิมตามเขาไป ระหว่างทางเราก็มองบ้านเลขที่ไป มันน้อยๆลงเรื่อยๆ จาก 199 198 197 196 
Vietsea ที่เราตามหา
พวกเราเริ่มสงสัย เพราะจากรูปเราน่าจะมองหาบ้านเลขที่ 211 แต่เรายิ่งเดินบ้านเลขที่ยิ่งน้อยลง ระหว่างถามเราลองถามเพื่อความชัวร์อีกคน ก็ยังชี้ให้ไปทางเดิม จากการอ่านรีวิวคนที่ไปเวียดนามล้วนโดนหลอกกันสนุกสนาน โดนน้อยโดนเยอะ ไม่ต่างกับบ้านเราเท่าไหร่ หรือเรากำลังจะโดนตั้งแต่วันแรกที่มาถึง โอ้วววว อเมซิ่งเวียดนาม แต่ไม่ใช่!!! เราเจอแล้ว

แต่เราก็ยังโดนหลอกอยู่ดีไม่ใช่จากคนเวียดนาม แต่จากภาพเพราะจริงๆที่นี่บ้านเลขที่ 181 แต่ชื่อโรงแรม 211 Hotel ซึ่งมันใหญ่กว่าบ้านเลขที่มาก ทำเอาเราใจเต้น เหงื่อแตก กะว่าโดนต้มแล้วแน่ๆไปแปปนึง

เรามาตกลงราคาทัวร์กับที่นี่ และห้องพักสำหรับฝากกระเป๋า 9 ใบและให้คน 9 คนอยู่ชั่วคราวขณะรอรถ
ซึ่งค่าทัวร์ที่เราเสียทั้งหมด 47$/คน เป็นค่า
  -  รถทัวร์นอน(นั่งเอนเบาะ)จากโฮจิมินห์ไปดาลัด   23.15 น.   
  -  ทัวร์ดาลัด 1 วัน พร้อมไกด์           8.00-17.00        
  -  รถจากดาลัดไปมุยเน่ (รถตู้)          7.00-12.30      
                                                        -  ทัวร์สถานที่มุยเน่ รถจิ๊บ                14.00-18.00  
                                                        -  มุยเน่กลับโฮจิมินห์                       8.00-13.30       
สภาพห้องนอน
ซึ่งในตอนนั้นคนไทยมือใหม่เราต่อราคารถจิ๊บที่ทัวร์ในมุยเน่ได้ลงคนละ 2 เหรียญก็ดีใจกันใหญ่แต่จริงๆราคาตรงนี้มันยังพอลดได้อีก แต่เพื่อความสะดวกสบายและสบายใจเราก็ OK (ถ้าใครมีโอกาสไปทัวร์เดียวกับเราน่าจะลองต่อให้อยู่ประมาณ 40 ต้นๆ 

หลังจากซื้อทัวร์เสร็จเราก็ไปต่อราคาห้องพักบนชั้น 2 ที่เป็นโรงแรม ได้ราคา 30$ ในการเก็บกระเป๋าเข้าไปอาบน้ำและเช็คเอาท์ 23.00 น. 
สภาพห้องสะอาด แยกเป็น 2 เตียง มีทีวีซัมซุงจอแบนสำหรับดูทีวี ห้องน้ำในตัว สภาพถือว่าดีมากครับ 


ภารกิจซื้อทัวร์กับฝากกระเป๋าเสร็จแล้ว (ไม่เป็นบ้านAFแล้ว) ก็เหลือไปทานข้าว Kim Cafe ตามรีวิวแนะนำและหาซื้อซิม 3G จะได้สามารถติดต่อกันได้และ Social ได้ ทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ไปกินข้าวก่อน ซิมค่อยไปเดินหาตอนเดินเที่ยว
Kim Cafe อยู้ไม่ไกลเลยจาก Vietsea เดินกลับไปทางซ้ายนิดหน่อยไม่เกิน 3 นาทีก็ถึงเป็นร้านเหลืองอยู่หัวมุม 
เราเดินเข้าร้าน นั่งโต๊ะในชุด บรรยากาศในร้านมีชาวต่างชาติมากินเยอะ อาจจะเพราะอยู่ใกล้แหล่งที่พักของชาวต่างชาติ ร้านนี้ก็เหมือนทุกร้านที่คนกินสูบบุหรี่ได้ตามอัธยาศัย (นี่อาจเป็นข้อเสียใหญ่หลวงของที่นี่สำหรับคนไม่สูบ เพราะจะได้รับการแบ่งปันอยู่ตลอดเวลา) เมนูที่นี่จะเป็นหน้าตาอาหาร มีเบอร์ติด พร้อมคำอธิบาย ทำให้สะดวกทั้งชาวต่างชาติและคนรับเมนู อ่านไม่บอกก็น่าจะบอกเลขได้ บอกเลขไม่ได้ก็ชี้รูปเลย ง่ายและตรงความต้องการแน่นอน



ผมเปิดเมนูดูหลายอย่างน่ากินมีทั้งแบบอาหารต่างชาติ(สเต็ค) อาหารไทย(ผัดไทย) และอาหารเวียดนาม ผมไปสะดุดที่เบอร์ 69 แกงกะหรี่ไก่ ชื่อกับเบอร์เหมาะเจาะมากเลยสั่งเมนูนี้

ซึ่งไม่ผิดหวังครับ ตอนเมนูมาเสริฟตกใจ!! มันเยอะใหญ่มาก แต่อร่อยครับ ซึ่งหลังจากมือแรกเราก็ค้นพบว่าการมาเวียดนาม สั่งเมนูไก่ ได้เยอะ อร่อย ไม่แปลกทานได้ เซฟสุดแล้ว


ยังไงตอนนี้ผมขอทานก่อนละกันนะครับ กลัวมันจะเย็นเสียก่อน!!!!


ขอบคุณภาพอาหารน่าทานจาก http://www.facebook.com/belano.chalermlapsakul ครับ
สั่งไก่อิ่มชัวร์

ปอเปี๊ยทอด


เหมือนก๊วยเตี๊ยวลุยสวนแต่เป็นแป้งแหนมเนืองแบบแข็ง
(และก็พึ่งรู้ว่าที่เวียดนามกินแป้งกันแบบแข็งๆ)


รสชาติคล้ายๆขนมไทยอยางหนึ่งอร่อยดีครับ เห็นรูปเหมือนเล็กแต่ใหญ่ใช้ได้เลย

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Vietnam ALL Seasons : ตอนที่ 1 วิ่งแบบสบายๆ


4.00 น.  "โฮ่งโฮ่ง   โฮ่งโฮ่ง   โฮ่งโฮ่ง"  ผมเอื้อมมือไปหยิบ Iphone ลูบไล้มัน 2-3 ทีให้ปิดคำสั่งนาฬิกาปลุก พระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นแต่ได้เวลาตื่นแล้ว เดินออกจากห้องนอนหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ

5.00 น. ผม ตอง อ๊อฟ เช็คของกันครั้งสุดท้าย เตรียมพร้อมจะออกเดินทาง เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเราเช็คกับอ้วน อ้วนใกล้มาถึงแล้ว ส่วน ต้น เบลล์ แอปเปิ้ล ออกจากที่พักของแต่ละคนอยู่ระหว่างทางไปสนามบิน แฟงกับมะนาวที่เช็คอินทางอินเตอร์เน็ตเรียบร้อย จะตามออกมาช้าหน่อยให้เราโหลตกระเป๋ากันไปก่อนเลย  

5.15 น. อ้วนมาถึงแล้ว เกิดเหตุสุดวิสัย Taxi มึนทางนิดหน่อยทำให้มาช้า  Taxi ที่เราให้ทางคอนโดเรียกให้ก็มาถึงพอดี เราโยนกระเป๋าขึ้นท้ายรถ นั่งประจำที่แล้วออกเดินทางสู้สนามบินสุวรรณภูมิ

5.30 น.  Taxi ที่เรานั่งออกมาได้ยังไม่ถึงไหน แอปเปิ้ลก็โทรมา "โตโต้ ตอนนี้อยู่ไหนกันแล้ว คนที่ Gate Airasia เยอะมากกกกกกก มากันเป็นหมื่น" (น้ำเสียงของจริงยิ่งกว่านี้มาก)  "รีบๆมานะ เดี๋ยวไปไม่ทัน ตม.น่าจะนานอยู่" แอปเปิ้ลพูดเร่งก่อนวางสายไป เครื่องของเราเป็นเที่ยว 7.50 แต่เราคิดว่าคนต้องเยอะและอยากสบายๆ เดิน Duty Free ชิวๆก่อนขึ้นเครื่องจึงนัดกันก่อนให้มาเจอกันซัก 6.00 โมงที่สนามบิน ซึ่งจริงๆเวลานี้ก็น่าจะทันพอดีแต่...........

6.05 น. (น่าจะเวลานี้นะ)พวกเรามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เลยจากเวลานัดไปนิดหน่อย เบลล์ แอปเปิ้ล ต้น รออยู่ก่อนแล้ว ผมหยิบรหัส Booking ขึ้นมาเดินไปหาพี่พนักงาน ทำหน้ามึนๆ(ประมาณสอนผมหน่อย) พี่เขาก็เข้าใจเป็นอย่างดี จิ้มๆหน้าจอแล้วให้เราใส่รหัสจอง ผมกับแอปเปิ้ลนั่งด้วยกัน แต่มีทางเดินตรงกลางกั้น อ๊อฟ ตอง เบลล์ ต้น อ้วน นั่งอยู่แถวหลัง แบบกระจายตัวนิดหน่อย พวกเราเดินเข้าไปเตรียมโหลตกระเป๋าผมพึ่งสังเกตุ คนแมร่งเยอะจริงด้วย Airasia ล้วนๆ แถวแต่ละแถวจะยาวไปไหนฟะ

6.30 น. พวกเราโหลตกระเป๋ากันเสร็จแล้ว แฟงกับมะนาวยังมาไม่ถึง เราตกลงกันว่าจะรอแฟงกับมะนาวที่โหลตกระเป๋า ส่วนใครมีธุระจะไปซื้อของใน Duty Free ก็ให้ไปกันก่อนเลย ซึ่งก็คือ สาวๆไปซื้อของ หนุ่มๆมายืนรอ 

6.40 น. เราโทรหาแฟง แฟงบอกใกล้ถึงแล้วกำลังเลี้ยวเข้าละ

6.50 น. แฟงกับมะนาวมาถึง โชคดีที่แฟง Check in มาแล้ว มาต่อแถวโหลตกระเป๋าแปปเดียวก็เสร็จเรียบร้อย เรารีบเดินกึ่งวิ่ง (เดินเร็วๆนั่นละ) ไปที่ ตม. กลุ่มสาวๆก่อนหน้าโทรมาบอกว่า ให้มา ตม. อันในสุดคนน้อยกว่า เราไม่มีเวลาสงสัยว่าจริงไหมได้แต่รีบเดินไป เพราะ 7.10 จะ Broding pass แล้ว

เรามาถึง ตม. คนไม่เยอะมากต่อกันประมาณ 7-9 คิว แล้วแต่เทคนิคการเลือกช่องของแต่ละคน

ผ่านด่านตรวจร่างกายมาแบบสบายๆ แต่ใช้เวลาแต่งตัวกลับเหมือนเดิมซักพัก เพราะต้องถอดเข็มขัดกับรองเท้าด้วย = =" 

เรามารวมตัวกันด้านหน้าร้านน้ำหอม ต้นที่มาทีหลังซื้อของเสร็จแล้ว แต่สาวๆที่มากันก่อนยังไม่เสร็จ เราจึงเดินไปตามหาที่ละคน แล้วเร่งๆให้ตัดสินใจ เพราะตอนที่เราผ่านมาถึงตรงนี้เวลาก็ 7.20 แล้ว (และก็ได้ปะป๋าของเปิ้ลโทรมาช่วยเร่งอีกรายหลังจากโทรมาเช็คลูกสาว และรู้ว่าลูกสาวยังไม่ไปที่ Gate อีก)

7.25 น. เรากำลังเดินอย่างสบายใจไปที่ Gate ขึ้นเครื่อง เสียงตามสายก็ประกาศถึงเที่ยวบินของเราพร้อมประกาศ Last Call พร้อมกับเหตุการณ์ป้ายบอก Gate ขึ้นสถานะ ขึ้นเครื่องด่วน!!! เราจึงเริ่มวิ่งกัน ต้นออกตัวไปคนแรก อ้วนวิ่งตาม เราทุกคนจึงวิ่งงงง

7.30 น. จากการวิ่งมาของคน 9 คนเรามาถึงหน้า Gate และ ยังต้องต่อแถวอยู่ ยังไม่ให้ขึ้นเครื่อง
แล้วจะประกาศ Last Call ทำไมครับ = =  เรา  9 คนจึงยืนต่อแถวพร้อมหายใจหอบกันคนละ 17-18 ที ก่อนจะเริ่มตรวจตั๋ววว

7.50 น. พวกเรานั่งกันประจำที่เรียบร้อย เครื่องเตรียมตัวออก พี่ๆแอร์สาวชุดแดงออกมาสาธิตการใช้อุปกรณ์ ต้นหยิบกล้องออกมาจากกระเป๋า เตรียมยกขึ้นส่อง เสียงตามสายก็ประกาศ ให้งดถ่ายรูป พี่แอร์สุดสวยข้างหลังคงเห็นเข้า พวกเราหันมองกันยิ้มๆ เอาแต่เริ่มเลย 

เครื่องบินเร่งเครื่องเตรียมทะยาน "แควก แควก แควก" (ผมพยายามจำลองเสียงให่เหมือนอยู่) เสียงประมาณเหมือนเสียดสี แสควซแผ่นก่อนเครื่องออก ผมกับเปิ้ลที่นั่งข้างกันหันมองหน้ากันแล้วยิ้มๆ

เครื่องบินทะยานขึ้นสูง ภาพทิวทัศน์เมืองเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ เมืองไทยดูเล็กลงเรื่อยๆจนมองไม่เห็น
8 วันนี้ขอไปที่ยวต่างเมืองหน่อย ห่างกันซักพักนะเมืองไทย ไว้ผ่านไป 8 วันแล้วกลับมารักกันใหม่




(เรามาถึงสนามบินพร้อมโหลตกระเป๋าขึ้นเครื่อง)

(บรรยากาศหลังวิ่งมาที่ Gate ต่อแถวยาวเชียว)